วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความเป็นมาของขันลงหินบ้านบุ

ขันลงหิน บ้านบุ

บ้าบุ เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณริมคลองบางกอกน้อย หลังสถานีรถไฟธนบุรี มีพื้นที่ยาวขนานไปกับคลองบางกอกน้อยจนไปถึงวัดสุวรรณาราม หรือวัดทอง มีประชาชนตั้งบ้านเรือนอยู่ประมาณ 100 กว่าหลังคาเรือน ตามประวัติ บ้านบุเป็นชุมชนที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี และบรรพบุรุษของชาวบ้านบุได้อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อคราวเสียกรุงครั้งที่ 2  ดังนั้นชุมชนบ้านบุจึงเป็นชุมชนเก่าแก่ชุมชนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร อาชีพของคนในชุมชนนั้นก็คือการทำเครื่องทองลงหินหรือเครื่องสำริด ซึ่งเป็นอาชีพที่บรรพบุรุษทำมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาดังนั้นชื่อของชุมชนจึงสามารถบอกได้ถึงอาชีพของคนในชุมชน
                ชุมชนบ้านบุจึงอาจจะก่อตั้งขึ้นในกรุงธนบุรีหรือสมัยตันกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อมีการตั้งราชธานีเป็นการมั่นคงแล้ว โดยชาวบ้านผู้เคยประกอบอาชีพช่างบุทำเครื่องทองลงหินหรือเครื่องทองสัมฤทธิ์ ได้รวมกลุ่มกันเลือกที่ตั้งบ้านเรือนขึ้นในทำเลนอกคลองคู่เมืองราชธานี บริเวณปากคลองบางกอกน้อยอันเป็นที่ตั้งของชุมชนมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีวัดอมรินทราราม (วัดบางหว้าและวัดสุวรรณาราม (วัดทองวัดโบราณสมัยอยุธยาตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางของชุมชนมาแต่เดิมชาวบ้านคงดำรงชีพด้วยการทำภาชนะเครื่องทองลงหินเช่นเดียวกับเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดีและสืบเชื้อสายถ่ายทอดวิชาช่างบุต่อเนื่องกันมาในชุมชนหมู่บ้านหลายชั่วอายุคน จนเป็นที่มาของนาม บ้านบุ” ถึงในปัจจุบัน

แผนที่ตั้งบ้านบุ


ศิลปะการทำเครื่องทองขันลงหิน

คำว่า บุ” หมายถึง การตีให้เข้ารูป ใช้กับงานโลหะ การทำขันบุของชาวบ้านบุใช้ทองสัมฤทธิ์ คือ โลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกเป็นวัตถุ บางครั้งจึงเรียกว่า เครื่องสัมฤทธิ์” การนำทองสัมฤทธิ์มาตีแผ่ขึ้นรูปเป็นภาชนะ คือ การช่างที่เรียกว่าการบุ จึงเรียกภาชนะนั้นว่า เครื่องบุ” และเนื่องจากขั้นตอนการขัดใช้หินเป็นก้อนขัดภาชนะจนขึ้นเงาจึงเรียกว่า เครื่องทองลงหิน” อีกประการหนึ่งด้วย
                การบุภาชนะ แม้ว่าจะเป็นที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก แต่จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญความแม่นยำและความประณีตในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก การทำเครื่องทองลงหินของชาวบ้าบุยังคงยึดถือกรรมวิธีอย่างโบราณ ซึ่งกว่าจะแล้วเสร็จกระบวนการต้องอาศัยฝีมือแรงงานของช่างหลายสาขามาประกอบกันทำขึ้นด้วยมือทั้งสิ้น
                เมื่อราว ๖๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเป็นช่างทำขันลงหินทุกบ้าน โดยสืบทอดฝีมือและความเชี่ยวชาญกันมาในชุมชนในลักษณะที่เป็นหัตกรรมในครัวเรือน ช่างฝีมือชาวบ้านบุจะทำงานเป็นช่างอิสระตามบ้านหรือเป็นช่างให้กับโรงงานขนาดใหญ่เรียกว่า บ้านกงสี” การทำงานมักแบ่งงานกันไปตามขั้นตอนการผลิตและฝีมือแรงงานจากเงื่อนไขความจำเป็น โดยฝ่ายชายจะทำงานหน้าเตา เป็นช่างหลอม ช้างแผ่ ช่างตี ซึ่งเป็นงานหนักและใช้ความเชี่ยวชาญสูง ต้องทำงานอยู่กับเตาร้อน ๆ ทั้งวัน ผู้หญิงจึงไม่สามารถทำได้ฝ่ายหญิงจึงรับหน้าที่เป็นช่างลาย ช่างตะไบ และช่างกลึง ซึ่งต้องอาศัยความประณีตละเอียดอ่อนในการทำงาน ซึ่งพ้องกันกับคุณสมบัติของผู้หญิง


ขั้นตอนการทำเครื่องทองลงหิน แบ่งตามการทำงานของช่างได้เป็น ๖ ขั้นตอน คือ
๑.     ช่างตี
๒.    ช่างลาย
๓.    ช่างกลึง
๔.    ช่างกรอ
๕.    ช่างเจีย
๖.     ช่างขัด

เตาตี เป็นเตาแบบโบราณ ทำด้วยอิฐสอดิน ก่อสูงราว ๑ ศอก กลางเตาทำเป็นหลุมกระทะ ข้างล่างมีช่องต่อกับท่อลม เดิมใช้สูบลมด้วยมือ ช่างหลอมต้องมีผู้ช่วยสูบหนึ่งคน ซึ่งอาจเป็นช่างมือสอง เด็กหรือผู้หญิงซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการวักสูบโหมไฟได้สม่ำเสมอ ปัจจุบันนี้ พัฒนามาใช้พัดลมมอเตอร์เป็นตัวเร่งไฟให้ร้อนโดยใช้ถ่านไม้ ซึ่งเป็นถ่านไม้คุณภาพดีเป็นเชื้อเพลิง
        การหลอมช่างจะวางเบ้าโลหะ ลงในแอ่งกลางเตา กลบถ่านและโหมไฟอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งโลหะหลอมละลายเป็นน้ำทองเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ขั้นตอนนี้ช่างต้องใช้ความชำนาญ สังเกตดูเนื้อโลหะ หากน้ำทองยังมีสีขุ่น ยังเททองไม่ได้ ต้องรอให้น้ำทองได้สีแดงเรื่อแบบลูกหนู อย่างที่ช่างเรียกว่า กินตา” ดีแล้วจึงนำเทลงบนพิมพ์ดินเผา ศัพท์ช่างเรียกว่า ดินงัน มีรูปทรงกลมเนื้อหนา หน้าเป็นหลุมตื้น ๆมีเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับขนาดของภาชนะที่ต้องการทำก่อนเททองช่างจะใช้น้ำมันขี้โล้ หรือปัจจุบันใช้น้ำมันโซล่าเทลงบนผิวดินงันก่อน เพื่อนให้น้ำทองแล่นไม่ฝืด เมื่อเททองแล้วใช้พัดกระพือลมให้ทองเบ่ง ทิ้งให้ทองเย็นลงช้า ๆ จะได้เป็นทองก้อนมีขนาดความกว้างและความหนาเท่แผ่นกับหน้าของดินงัน
     การทิ้งทองก้อนให้เย็นลงช้า ๆทำให้ทองมีความอ่อนเหมาะแกการตี จากนั้นจึงนำทองก้อนมาเผาไฟให้แดง แล้วตีแผ่ลงบนแท่นเหล็กใกล้กับแท่นมีเติ่ง คือ ก้อนหินธรรมชาติ ช่างนำมาวางไว้หน้าแท่นหนุนให้สูงในระดับเดียวกัน เติ่งจะช่วยบังคับลกทองที่ตีแผ่ออก ให้อยู่ในมุมที่ช่างต้องการ คนตีมี ๑-๒คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของภาชนะหรือชิ้นงาน เวลาตีช่างจะใช้คีมคีบแผ่นทองไว้ให้แน่น ใช้ค้อนตีรีดไล่กันไปโดยขยับเลื่อนไปทีละน้อย จนกระทั้งทองเกือบจะเย็นลง สังเกต จากผิวทองเป็นสีดำก็นำไปเผาใหม่ตีแผ่ออกไปเรื่อย ๆจนโตกลมได้ขนาดเส้นศูนย์กลางที่ต้องการ แล้วตีตะแคงขึ้นขอบจากก้นขึ้นไป หาปากภาชนะให้ได้รูปคราวๆ แล้วตีแต่งรูปภาชนะอีกครั้งด้วยค้อนแต่ง เป็นค้อนไม้หรือ ค้อนเหล็ก ลักษณะหัวค้อนเป็นสัน ค่อย ๆตีแต่งบนกลางหรือแท่นไม้ที่ขุดเป็นเบ้าไว้รับรูปภาชนะ นำภาชนะที่แต่งรูปสมบูรณ์เผาไฟ ขั้นสุดท้ายจนสุกแดงแล้วนำไปจุ่มน้ำ เพื่อให้ทองเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว อันเป็นกรรมวิธีที่ทำให้โลหะมีความแข็งและมีผิวทนทานต่อการสึกหรอ
        ช่างลาย ทำหน้าที่ตีเก็บรอยค้อนทำให้เนื้อภาชนะเรียบเสมอกัน ก่อนตีลายต้องทาภาชนะด้วยดินหม้อ เพื่อให้ผิวภาชนะมีความลื่นไม่ฝืดเวลาตี นำภาชนะที่เตรียมทาดินหม้อไว้ครอบลงบนกระล่อน คือ แท่งเหล็กหัวกลมมน มีความสูงราว ๑๕-๑๖ นิ้ว หน้ากว้างราว ๒ นิ้ว ใช้เป็นตัวรองรับภาชนะภายใน ภายนอกใช้ค้อนหัวกลมค่อยขยับตีเก็บรอยค้อน จนขึ้นเป็นลายทั่วทั้งใบเรียกว่า การลายภาชนะ
        ช่างกลึง กลึงผิวภาชนะให้เรียบเสมอกัน เครื่องมือของช่างกลึงที่สำคัญ ประกอบด้วยภมรและเหล็กกลึงภมรแบบดั้งเดิมเป็นเครื่องกลึงที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็งเป็นท่อนกลม ตรงกลางบากเป็นร่องมีแท่นรองรับสูงขนาดนั่งกลึงภาชนะกับพื้นได้โดยสะดวก หมุนได้โดยมีคันโยกทำจากไม้ไผ่สองลำผูกติดไขว้กันไว้กับขื่อบ้านปลายคันทั้งสองข้างร้อยด้วยหนังพันไว้รอบแกนภมรเมื่อโยกคันไม้ไผ่แกนของภมรจะหมุนไปมาอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันใช้ภมรต่อกับมอเตอร์หมุนได้ทั้งสองด้าน การกลึงต้องนำภาชนะติดกับหน้าภมร โดยใช้ชันผสมไขเนื้อตั้งไฟหรือใช้คบเผาให้อ่อนตัว ทาชันเคียวที่ภาชนะนำไปติดกับหน้าภมร ชันเมื่อเย็นลงจะแข็งติดแน่นกับภมร โยกคันภมรให้หมุนกดเหล็กกลึงขูดลงบนผิวภาชนะ แต่งให้เรียบทั่วทั้งใบ โดยอาศัยแรงเหวี่ยง จากภมร นำภาชนะออกเปลี่ยนด้านกลึงด้วยวิธีเดียวกัน จนเรียบเสมอทั้งสองด้าน ขั้นตอนนี้จะได้ภาชนะที่มีสีทองสุกปลั่งมีผิวเรียบ
        ช่างกรอ เดิมเรียกว่าช่างตะไบ เพราะทั้งใช้ตะไบเป็นเครื่องมือในการตกแต่งผิวภาชนะ ปัจจุบันใช้เครื่องกรอไฟฟ้าแต่งกรอบภาชนะกลม
        ช่างเจีย สมัยก่อนไม่มีขั้นตอนนี้ ปัจจุบันใช้เครื่องเจียไฟฟ้าเพื่อตกแต่งรอยตำหนิต่าง ๆ บนผิวภาชนะ
        ช่างขัด ช่างโบราณใช้หินเนื้อละเอียด อย่างหินลับมีดทั้งก้อน ขัดภาชนะให้เงา ต่อมาช่างบ้านบุใช้เบ้าดินเผาที่ใช้แล้วมีเนื้อแกร่งเหมือนหินบดให้ย่อยผสมกับน้ำมันมะพร้าวห่อผ้าหมุนกลิ้งไปกับเนื้อภาชนะ เรียกว่า เหยียบเบ้า” ปัจจุบันเครื่องปั่นมอเตอร์ลูกทราย ลูกผ้าขัดเป็นขั้นตอนสุดท้าย
        ขั้นตอนการผลิตดังกล่าวช่างต้องอาศัยความรู้ความชำนาญที่สั่งสมเพาะบ่มสืบทอดกันเป็นระยะเวลาอันยาวนานจากนายช่างสู่ลูกมือ จากพ่อแม่สู่ลูกหลาน โดยการสังเกตเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและทดลองค้นคว้าหาวิธีการต่าง ๆ จนได้ผลงานที่มีคุณภาพ ควรค่าแก่การภาคภูมิใจ

บ้านบุ จากวันวานถึงวันนี้

ศิลปะการทำเครื่องทองลงหินของชาวบ้านบุ  ดำรงอยู่ในบ้านบุสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลานานกว่า ๒๐๐ ปี  ในช่วงที่ยังไม่มีสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันมนตลาด  มีผู้นิยมใช้เครื่องทองลงหินเป็นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  การผลิตเครื่องทองลงหินซมเซาเนื่องจากการ อพยพสงครามของชาวบ้านบุและเมื่อย้ายกลับมา บางบ้านก็เปลี่ยนแปลงอาชีพด้วยเหตุผลด้านการตลาดและด้วยเหตุผลอื่นๆ อาทิ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ความไม่คุ้นชินต่อเทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปใช้เครื่องมือที่ทันสมัยผู้ผลิตมีอายุที่สูงขึ้น ตลอดจนความพอใจที่จะประกอบอาชีพอื่นแทน ในขณะเดียวกันผู้ที่ยังประกอบอาชีพการทำเครื่องทองลงหินอยู่ ก็พยายามพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อเปิดตลาดให้กว้างยิ่งขึ้น มีการออกแบบและผลิตรูปแบบภาชนะใหม่ๆ นอกเหนือจากขันน้ำพานรองและจอกลอยอย่างโบราณอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ชามสลัด ชามผลไม้ ชุดน้ำเย็น ชุดกาแฟ ที่เขี่ยบุหรี่ฯลฯ และสามารถส่งเป็นสินค้าออกไปยังตลาดยุโรป เอเชีย และสหรัฐอเมริกา ทำรายได้ให้กับประเทศปีหนึ่งๆเป็นจำนวนมาก
        จากสภาพบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปทุกขณะ มีผลทำให้ศิลปหัตถกรรมการผลิตเครื่องทองลงหินของบ้านบุเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวการณ์ใหม่ๆไม่เพียงแต่รูปแบบแปลกใหม่ของภาชนะที่เกิดขึ้นรองรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชาวต่างประเทศและเทคโนโลยีการผลิตที่เพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามความรู้ความสามารถและเทคนิคในการผลิตภาชนะอย่างโบราณกลับเสื่อมถอยลงด้วยขาดหายผู้รู้ ผู้ทำได้ลงไปทุกขณะในภาวะที่ตลาดการค้าเครื่องทองลงหินยังเปิดกว้างอยู่อีกมากในปัจจุบันบ้านบุคงเหลือโรงงานเพียง 2 แห่งและช่างผู้ผลิตเพียงไม่กี่ราย ซึ่งยังคงทำเครื่องทองลงหินต่อไปตามแบบดังเดิม เจ้าของโรงงานแห่งหนึ่ง กล่าวว่า จะยังคงผลิตเครื่องทองลงหินต่อไปจนกว่าจะหมดช่าง ซึ่งช่างรุ่นนี้คงเป็นช่างรุ่นสุดท้าย เนื่องจากไม่สามารถฝึกหัดช่างใหม่ขึ้นมาทดแทนช่างรุ่นเก่าได้ เพราะการฝึกนายช่างขึ้นมาสักคนต้องใช้ระยะเวลานาน คนรุ่นใหม่ที่มาฝึกหัดมักไม่มีความอดทนพอที่จะฝึกจนสำเร็จเป็นนายช่าง ซึ่งเป็นปัญหาที่พบอยู่ร่วมกันทั้ง2โรงงาน
        สำหรับช่างฝีมือรุ่นปัจจุบันจากการสัมภาษณ์พบว่าไม่ส่งเสริมให้ลูกหลานฝึกหัดขึ้นแทนมืออีกต่อไป เพราะงานบุเป็นงานหนัก ทำได้ด้วยความลำบากเหนื่อยยากจึงต้องการให้ลูกหลานเรียนหนังสือและทำงานที่สบายกว่านี้ ไม่ลำบากเหมือนตนเอง ดังนั้นช่างฝีมือจึงอาจจะหมดไปจากบ้านบุในระยะเวลาอันสั้น คาดคะเนว่าอาจจะเป็นระยะเวลาเพียง 10ปี ข้างหน้า
        เมื่อวาระนั้นมาถึงความประณีตและสุนทรียภาพของเครื่องทองลงหินที่ผลิตขึ้นได้ด้วยมือที่เชี่ยวชาญของช่างบ้านบุคงจะสูญหายไปพร้อมกับเสียงบุตีขัน อันเป็นสัญลักษณ์ของบ้านบุที่เคยดังกังวานสืบเนื่องติดต่อกันมากกว่า200ปี และบ้านบุคงจะกลายเป็นเพียงตำนานนามบ้านที่เล่าขานกันต่อไปถึงความรุ่งเรืองของงานช่างฝีมือที่เคยบังเกิดขึ้นในละแวกคลองบางกอกน้อยเท่านั้น


                                     

ประวัติผู้ให้สัมภาษณ์



คุณเมตตา เสลานนท์ ( แสงสัจจา)
เกิดวันที่ มิถุนายน 2486 ปัจจุบันอายุ 68 ปี
บุตรสาว คุณเจียม  แสงสัจจา ผู้สร้างผลงาน
การศึกษา บัญชีขั้นสูง จากปีนัง ประเทศมาเลเซีย

รูปบรรยากาศวันไปสัมภาษณ์







สมาชิก

1. นางสาวพีรยา            แผ้วฉ่ำ           รหัส   53492441073
2. นางสาวจารุรัตน์        สุวรรณภูมิ      รหัส   53492441087
3. นางสาววิชุดา            พูนทอง          รหัส   53492441088
4. นางสาวเบญจวรรณ   แย้มไทย        รหัส   53492441092
5. นางสาวลลิตา            เพ็รชแก้ว       รหัส   53492441099
6. นางสาวกนกวรรณ      บุตรทองดี     รหัส   53492441104