คำว่า “บุ” หมายถึง การตีให้เข้ารูป ใช้กับงานโลหะ การทำขันบุของชาวบ้านบุใช้ทองสัมฤทธิ์ คือ โลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุกเป็นวัตถุ บางครั้งจึงเรียกว่า “เครื่องสัมฤทธิ์” การนำทองสัมฤทธิ์มาตีแผ่ขึ้นรูปเป็นภาชนะ คือ การช่างที่เรียกว่าการบุ จึงเรียกภาชนะนั้นว่า “เครื่องบุ” และเนื่องจากขั้นตอนการขัดใช้หินเป็นก้อนขัดภาชนะจนขึ้นเงาจึงเรียกว่า “เครื่องทองลงหิน” อีกประการหนึ่งด้วย
การบุภาชนะ แม้ว่าจะเป็นที่ไม่มีความซับซ้อนมากนัก แต่จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญความแม่นยำและความประณีตในการปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก การทำเครื่องทองลงหินของชาวบ้าบุยังคงยึดถือกรรมวิธีอย่างโบราณ ซึ่งกว่าจะแล้วเสร็จกระบวนการต้องอาศัยฝีมือแรงงานของช่างหลายสาขามาประกอบกันทำขึ้นด้วยมือทั้งสิ้น
เมื่อราว ๖๐ ปีที่ผ่านมา ชาวบ้านเป็นช่างทำขันลงหินทุกบ้าน โดยสืบทอดฝีมือและความเชี่ยวชาญกันมาในชุมชนในลักษณะที่เป็นหัตกรรมในครัวเรือน ช่างฝีมือชาวบ้านบุจะทำงานเป็นช่างอิสระตามบ้านหรือเป็นช่างให้กับโรงงานขนาดใหญ่เรียกว่า “บ้านกงสี” การทำงานมักแบ่งงานกันไปตามขั้นตอนการผลิตและฝีมือแรงงานจากเงื่อนไขความจำเป็น โดยฝ่ายชายจะทำงานหน้าเตา เป็นช่างหลอม ช้างแผ่ ช่างตี ซึ่งเป็นงานหนักและใช้ความเชี่ยวชาญสูง ต้องทำงานอยู่กับเตาร้อน ๆ ทั้งวัน ผู้หญิงจึงไม่สามารถทำได้ฝ่ายหญิงจึงรับหน้าที่เป็นช่างลาย ช่างตะไบ และช่างกลึง ซึ่งต้องอาศัยความประณีตละเอียดอ่อนในการทำงาน ซึ่งพ้องกันกับคุณสมบัติของผู้หญิง
ขั้นตอนการทำเครื่องทองลงหิน แบ่งตามการทำงานของช่างได้เป็น ๖ ขั้นตอน คือ
๑. ช่างตี
๒. ช่างลาย
๓. ช่างกลึง
๔. ช่างกรอ
๕. ช่างเจีย
๖. ช่างขัด
เตาตี เป็นเตาแบบโบราณ ทำด้วยอิฐสอดิน ก่อสูงราว ๑ ศอก กลางเตาทำเป็นหลุมกระทะ ข้างล่างมีช่องต่อกับท่อลม เดิมใช้สูบลมด้วยมือ ช่างหลอมต้องมีผู้ช่วยสูบหนึ่งคน ซึ่งอาจเป็นช่างมือสอง เด็กหรือผู้หญิงซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการวักสูบโหมไฟได้สม่ำเสมอ ปัจจุบันนี้ พัฒนามาใช้พัดลมมอเตอร์เป็นตัวเร่งไฟให้ร้อนโดยใช้ถ่านไม้ ซึ่งเป็นถ่านไม้คุณภาพดีเป็นเชื้อเพลิง
การหลอมช่างจะวางเบ้าโลหะ ลงในแอ่งกลางเตา กลบถ่านและโหมไฟอย่างต่อเนื่องจนกระทั้งโลหะหลอมละลายเป็นน้ำทองเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ขั้นตอนนี้ช่างต้องใช้ความชำนาญ สังเกตดูเนื้อโลหะ หากน้ำทองยังมีสีขุ่น ยังเททองไม่ได้ ต้องรอให้น้ำทองได้สีแดงเรื่อแบบลูกหนู อย่างที่ช่างเรียกว่า “กินตา” ดีแล้วจึงนำเทลงบนพิมพ์ดินเผา ศัพท์ช่างเรียกว่า “ดินงัน” มีรูปทรงกลมเนื้อหนา หน้าเป็นหลุมตื้น ๆมีเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับขนาดของภาชนะที่ต้องการทำก่อนเททองช่างจะใช้น้ำมันขี้โล้ หรือปัจจุบันใช้น้ำมันโซล่าเทลงบนผิวดินงันก่อน เพื่อนให้น้ำทองแล่นไม่ฝืด เมื่อเททองแล้วใช้พัดกระพือลมให้ทองเบ่ง ทิ้งให้ทองเย็นลงช้า ๆ จะได้เป็นทองก้อนมีขนาดความกว้างและความหนาเท่แผ่นกับหน้าของดินงัน
การทิ้งทองก้อนให้เย็นลงช้า ๆทำให้ทองมีความอ่อนเหมาะแกการตี จากนั้นจึงนำทองก้อนมาเผาไฟให้แดง แล้วตีแผ่ลงบนแท่นเหล็กใกล้กับแท่นมีเติ่ง คือ “ก้อนหินธรรมชาติ” ช่างนำมาวางไว้หน้าแท่นหนุนให้สูงในระดับเดียวกัน เติ่งจะช่วยบังคับลกทองที่ตีแผ่ออก ให้อยู่ในมุมที่ช่างต้องการ คนตีมี ๑-๒คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของภาชนะหรือชิ้นงาน เวลาตีช่างจะใช้คีมคีบแผ่นทองไว้ให้แน่น ใช้ค้อนตีรีดไล่กันไปโดยขยับเลื่อนไปทีละน้อย จนกระทั้งทองเกือบจะเย็นลง สังเกต จากผิวทองเป็นสีดำก็นำไปเผาใหม่ตีแผ่ออกไปเรื่อย ๆจนโตกลมได้ขนาดเส้นศูนย์กลางที่ต้องการ แล้วตีตะแคงขึ้นขอบจากก้นขึ้นไป หาปากภาชนะให้ได้รูปคราวๆ แล้วตีแต่งรูปภาชนะอีกครั้งด้วยค้อนแต่ง เป็นค้อนไม้หรือ ค้อนเหล็ก ลักษณะหัวค้อนเป็นสัน ค่อย ๆตีแต่งบนกลางหรือแท่นไม้ที่ขุดเป็นเบ้าไว้รับรูปภาชนะ นำภาชนะที่แต่งรูปสมบูรณ์เผาไฟ ขั้นสุดท้ายจนสุกแดงแล้วนำไปจุ่มน้ำ เพื่อให้ทองเย็นตัวลงอย่างรวดเร็ว อันเป็นกรรมวิธีที่ทำให้โลหะมีความแข็งและมีผิวทนทานต่อการสึกหรอ
ช่างลาย ทำหน้าที่ตีเก็บรอยค้อนทำให้เนื้อภาชนะเรียบเสมอกัน ก่อนตีลายต้องทาภาชนะด้วยดินหม้อ เพื่อให้ผิวภาชนะมีความลื่นไม่ฝืดเวลาตี นำภาชนะที่เตรียมทาดินหม้อไว้ครอบลงบนกระล่อน คือ แท่งเหล็กหัวกลมมน มีความสูงราว ๑๕-๑๖ นิ้ว หน้ากว้างราว ๒ นิ้ว ใช้เป็นตัวรองรับภาชนะภายใน ภายนอกใช้ค้อนหัวกลมค่อยขยับตีเก็บรอยค้อน จนขึ้นเป็นลายทั่วทั้งใบเรียกว่า “การลายภาชนะ”
ช่างกลึง กลึงผิวภาชนะให้เรียบเสมอกัน เครื่องมือของช่างกลึงที่สำคัญ ประกอบด้วยภมรและเหล็กกลึงภมรแบบดั้งเดิมเป็นเครื่องกลึงที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็งเป็นท่อนกลม ตรงกลางบากเป็นร่องมีแท่นรองรับสูงขนาดนั่งกลึงภาชนะกับพื้นได้โดยสะดวก หมุนได้โดยมีคันโยกทำจากไม้ไผ่สองลำผูกติดไขว้กันไว้กับขื่อบ้านปลายคันทั้งสองข้างร้อยด้วยหนังพันไว้รอบแกนภมรเมื่อโยกคันไม้ไผ่แกนของภมรจะหมุนไปมาอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันใช้ภมรต่อกับมอเตอร์หมุนได้ทั้งสองด้าน การกลึงต้องนำภาชนะติดกับหน้าภมร โดยใช้ชันผสมไขเนื้อตั้งไฟหรือใช้คบเผาให้อ่อนตัว ทาชันเคียวที่ภาชนะนำไปติดกับหน้าภมร ชันเมื่อเย็นลงจะแข็งติดแน่นกับภมร โยกคันภมรให้หมุนกดเหล็กกลึงขูดลงบนผิวภาชนะ แต่งให้เรียบทั่วทั้งใบ โดยอาศัยแรงเหวี่ยง จากภมร นำภาชนะออกเปลี่ยนด้านกลึงด้วยวิธีเดียวกัน จนเรียบเสมอทั้งสองด้าน ขั้นตอนนี้จะได้ภาชนะที่มีสีทองสุกปลั่งมีผิวเรียบ
ช่างกรอ เดิมเรียกว่าช่างตะไบ เพราะทั้งใช้ตะไบเป็นเครื่องมือในการตกแต่งผิวภาชนะ ปัจจุบันใช้เครื่องกรอไฟฟ้าแต่งกรอบภาชนะกลม
ช่างเจีย สมัยก่อนไม่มีขั้นตอนนี้ ปัจจุบันใช้เครื่องเจียไฟฟ้าเพื่อตกแต่งรอยตำหนิต่าง ๆ บนผิวภาชนะ
ช่างขัด ช่างโบราณใช้หินเนื้อละเอียด อย่างหินลับมีดทั้งก้อน ขัดภาชนะให้เงา ต่อมาช่างบ้านบุใช้เบ้าดินเผาที่ใช้แล้วมีเนื้อแกร่งเหมือนหินบดให้ย่อยผสมกับน้ำมันมะพร้าวห่อผ้าหมุนกลิ้งไปกับเนื้อภาชนะ เรียกว่า “เหยียบเบ้า” ปัจจุบันเครื่องปั่นมอเตอร์ลูกทราย ลูกผ้าขัดเป็นขั้นตอนสุดท้าย
ขั้นตอนการผลิตดังกล่าวช่างต้องอาศัยความรู้ความชำนาญที่สั่งสมเพาะบ่มสืบทอดกันเป็นระยะเวลาอันยาวนานจากนายช่างสู่ลูกมือ จากพ่อแม่สู่ลูกหลาน โดยการสังเกตเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและทดลองค้นคว้าหาวิธีการต่าง ๆ จนได้ผลงานที่มีคุณภาพ ควรค่าแก่การภาคภูมิใจ